คีลอยด์เป็นความผิดปกติของผิวหนังที่มีลักษณะนูน หนา แข็ง ไม่ทราบสาเหตุการเกิดชัดเจน มักเกิดตามหลังการเกิดบาดแผล เช่น แผลมีดบาด แผลผ่าตัด แผลที่เจาะหู
การรักษาคีลอยด์ สามารถรักษาได้โดย
ข้อปฏิบัติตัว ผ่าตัดคีลอยด์การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด– ควรงดยา และ อาหารเสริมบางประเภท เพื่อป้องกันเลือดหยุดไหลช้า ฟกช้ำง่าย ประมาณ 1 เดือน ก่อนผ่าตัด เช่น ยากลุ่มละลายลิ่มเลือด เช่น Aspirin, clopidogrel, ยาแก้ปวด NSIAD ชนิดต่างๆ, อาหารเสริมต่างๆ เช่น วิตามินซี วิตามินอี น้ำมันปลา น้ำมันพริมโรส เห็ดหลินจือ โสม ใบแปะก๊วย กระเทียม อาหารเสริมลดน้ำหนัก ยาสตรี สมุนไพรยาจีน เป็นต้น– แจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้ง หากมีประวัติแพ้ยา-แพ้อาหาร, โรคประจำตัว, ประวัติการผ่าตัด– งดสูบบุหรี่ & แอลกอฮอล์ ก่อนและหลังผ่าตัดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อลดโอกาสแผลหายช้า– ทำความสะอาดร่างกาย แปรงฟัน สระผมมาให้เรียบร้อยก่อนผ่าตัด, งดการแต่งหน้า, งดใส่คอนแทคเลนส์ในวันผ่าตัด– งดใส่เครื่องประดับทุกชนิด– ก่อนมาผ่าตัด คนไข้ทำความสะอาดเล็บมือเล็บเท้าให้สะอาด งดการทาเล็บมือ, เล็บเท้า และงดการต่อเล็บทุกชนิด– คนไข้ที่อายุไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ ต้องมีผู้ปกครองเซ็นยินยอมให้การรักษาด้วยเสมอ– เตรียมภาวะจิตใจให้พร้อม หลังผ่าตัดสามารถเกิดการบวมช้ำบริเวณที่ผ่าตัดได้ ซึ่งใช้เวลาในการฟื้นตัว รวมถึงความเคยชินกับภาพลักษณ์ใหม่ของตนเอง
การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด– รับประทานยาตามที่สั่งให้ครบจนหมด หากแพ้ยาชนิดใด แจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทุกครั้ง หากรับประทานยาแล้วมีผื่นแดง บวม ให้หยุดยาแล้วมาพบแพทย์– ห้ามแผลโดนน้ำจนกว่าจะตัดไหม แพทย์จะนัดติดตามดูอาการ ทำแผลตามความเหมาะสม– หลังศัลยกรรม จะบวมมากที่สุด 3 วันแรก และเริ่มยุบบวมเข้าที่ขึ้นเรื่อยๆ ช้าเร็วขึ้นกับร่างกายของแต่ละบุคคล– งดออกกำลังกาย ยกของหนัก การกระแทกกระทบกระเทือน หรือกิจกรรมใดๆ ที่เสี่ยงทำให้แผลแยก – หลังตัดไหม สามารถทายาลดรอยแผลเป็นได้ การดูแลแผล เฝ้าระวังแผลเป็น แพทย์จะนัดติดตามเป็นระยะ– คีลอยด์ที่ตัดไปแล้วมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ ดังนั้นคนไข้ควรมาติดตามนัด หากมีความจำเป็นแพทย์จะฉีดยากันคีลอยด์ตามเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการรักษาแบบใด ที่ทำให้แผลเป็นคีลอยด์หายถาวร คีลอยด์สามารถเกิดซ้ำใหม่ได้ ซึ่งผู้ที่เป็นคีลอยด์และกำลังอยู่ในระหว่างการรักษา จะต้องทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง และต้องคอยติดตามอาการอยู่เสมอ